หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง สัญญาณวิกฤต "ผู้ป่วยสโตรก" เช็คให้ชัวร์เพื่อการรักษาและฟื้นฟูที่ทันเวลา

ผู้ป่วยสโตรก กับความท้าทายในสังคมสูงวัยไทย
สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือดและสมองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบรุนแรงคือ ผู้ป่วยสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและเสียหาย ผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว การสื่อสาร และการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผู้ป่วยสโตรกจึงไม่ใช่เพียงภาวะเฉียบพลัน แต่เป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว และผู้ป่วยสโตรกยังต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งทางร่างกายและจิตใจ
การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสโตรกมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผู้ป่วยสโตรก เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของผู้ป่วยสโตรกก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ป่วยสโตรกจึงกลายเป็นหนึ่งในภาวะที่ระบบสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญ และผู้ป่วยสโตรกยังเป็นภาวะที่ครอบครัวต้องเตรียมความพร้อมในการดูแล เนื่องจากผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากต้องการการฟื้นฟูระยะยาว
หัวข้อที่น่าสนใจ
1. ผู้ป่วยสโตรก มีลักษณะเป็นอย่างไร
2. คนกลุ่มเสี่ยงที่อาจกลายเป็นผู้ป่วยสโตรก
3. สัญญาณเตือนภาวะสโตรกของผู้ป่วยสโตรกที่ต้องระวัง พร้อมวิธีรับมืออย่างถูกต้อง
4. หากพบผู้ป่วยสโตรกที่มีภาวะสโตรก ต้องทำอย่างไร
5. อาการของผู้ป่วยสโตรก กับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวต่อชีวิต
6. ผู้ป่วยสโตรกกับการดูแลระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง
ผู้ป่วยสโตรก มีลักษณะเป็นอย่างไร

ผู้ป่วยสโตรก เป็นผู้ที่เกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือมีเลือดออกในสมอง ซึ่งส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายหรือเสียชีวิต ผู้ป่วยสโตรกเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตันหรือแตก ทำให้สมองไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และผู้ป่วยสโตรกอาจสูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกาย การพูด หรือการรับรู้
ผู้ป่วยสโตรกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด และภาวะเลือดออกในสมอง ผู้ป่วยสโตรกที่เป็นสโตรกโดยเกิดจากการที่สมองขาดเลือดเป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเกิดจากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วนผู้ป่วยสโตรกที่เป็นสโตรกโดยเกิดจากการที่เลือดออกในสมองนั้นเกิดจากหลอดเลือดแตก ซึ่งผู้ป่วยสโตรกทั้งสองประเภทนี้ หากเกิดอาการจึงต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยสโตรกที่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจส่งผลให้เกิดการพิการถาวร เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ป่วยสโตรกเกิดภาวะขาดเลือด เซลล์สมองจะเริ่มเสียหายภายในไม่กี่นาที ผู้ป่วยสโตรกจึงถือเป็นผู้ป่วยที่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ และผู้ป่วยสโตรกต้องได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด
คนกลุ่มเสี่ยงที่อาจกลายเป็นผู้ป่วยสโตรก

แม้ว่าผู้ป่วยสโตรกจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ผู้ป่วยสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกวัย ผู้ป่วยสโตรกไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ผู้ป่วยสโตรกในวัยทำงานก็พบได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย หรือมีโรคประจำตัว ผู้ป่วยสโตรกในวัยทำงานมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงสะสม
กลุ่มเสี่ยงของผู้ป่วยสโตรก ได้แก่ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด ผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากมีประวัติความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ผู้ป่วยสโตรกยังพบในผู้ที่มีเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ป่วยสโตรกในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ
ผู้ป่วยสโตรกยังพบในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการไม่ออกกำลังกาย ผู้ป่วยสโตรกในกลุ่มนี้มักมีหลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดการอุดตัน ผู้ป่วยสโตรกจึงเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับทั้งปัจจัยทางสุขภาพและพฤติกรรม
สัญญาณเตือนภาวะสโตรกของผู้ป่วยสโตรกที่ต้องระวัง พร้อมวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

ผู้ป่วยสโตรกมักมีอาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองหยุดชะงัก แม้เพียงไม่กี่นาที เซลล์สมองจะเริ่มเสียหายทันที ผู้ป่วยสโตรกจึงมักมีอาการที่เกิดขึ้นทันที ไม่ใช่ค่อย ๆ เป็น และอาการของผู้ป่วยสโตรกสามารถแบ่งออกเป็น ระยะเริ่มต้นและระยะอันตราย ซึ่งแต่ละระยะของผู้ป่วยสโตรกมีความหมายต่อการตัดสินใจช่วยเหลืออย่างมาก
การเข้าใจอาการของผู้ป่วยสโตรกในแต่ละระยะ จะช่วยให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยสโตรกได้เร็วขึ้น ลดความเสียหายของสมอง และเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้
อาการระยะเริ่มต้นของผู้ป่วยสโตรก (Early warning signs) — สัญญาณเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยสโตรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และบางครั้งอาการของผู้ป่วยสโตรกอาจหายไปเองชั่วคราว (เรียกว่า TIA หรือ Transient Ischemic Attack) แต่ผู้ป่วยสโตรกในระยะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะเกิดสโตรกเต็มรูปแบบภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน
อาการระยะเริ่มต้นของผู้ป่วยสโตรก ได้แก่
1. อ่อนแรงเฉพาะส่วนของร่างกาย: ผู้ป่วยสโตรกอาจเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงเพียงเล็กน้อย เช่น ยกแขนข้างหนึ่งได้ไม่เต็มที่ รู้สึกว่ามือไม่มีแรง เดินแล้วรู้สึกขาข้างหนึ่งหนักหรือควบคุมยาก
ผู้ป่วยสโตรกในระยะนี้อาจยังเดินได้ แต่จะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิม
2. อาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติของร่างกาย: ผู้ป่วยสโตรกอาจรู้สึกชาที่ใบหน้า ชาที่แขนหรือขา รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม และสูญเสียความรู้สึกบางส่วน ซึ่งอาการชาในผู้ป่วยสโตรกมักเกิดเพียงด้านเดียวของร่างกาย
3. พูดผิดปกติเล็กน้อย: ผู้ป่วยสโตรกอาจมีอาการพูดไม่ชัดเล็กน้อย นึกคำพูดไม่ออก ใช้คำผิด หรือพูดช้ากว่าปกติ และบางครั้งผู้ป่วยสโตรกจะรู้ตัวว่าพูดผิดปกติ
4. เวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัวเล็กน้อย: ผู้ป่วยสโตรกอาจมีอาการเดินเซเล็กน้อย เวียนหัวโดยไม่มีสาเหตุ และรู้สึกเหมือนจะล้ม
5. การมองเห็นผิดปกติชั่วคราว: ผู้ป่วยสโตรกอาจมีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นไม่ชัดข้างเดียว หรือเห็นภาพมืดลงบางส่วน ซึ่งอาการเหล่านี้ของผู้ป่วยสโตรกอาจเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที แต่ถือเป็นสัญญาณอันตราย
อาการระยะอันตรายของผู้ป่วยสโตรก (Emergency stage) — ต้องส่งโรงพยาบาลทันที
อาการระยะอันตรายของผู้ป่วยสโตรกคือช่วงที่สมองขาดเลือดอย่างรุนแรง หรือมีเลือดออกในสมอง ทำให้เซลล์สมองเริ่มตายอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยสโตรกในระยะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ และทุกนาทีมีความสำคัญต่อโอกาสรอดชีวิตและการฟื้นตัว
หลักการสำคัญของการรักษาผู้ป่วยสโตรกคือการที่ยิ่งได้รับการรักษาเร็ว สมองก็จะยิ่งเสียหายน้อยลง
ตัวอย่างอาการอันตรายของผู้ป่วยสโตรกที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
1. แขนหรือขาอ่อนแรงทันที หรือขยับไม่ได้เลย: ผู้ป่วยสโตรกอาจมีอาการแขนตกทันที ยกแขนไม่ได้ เดินไม่ได้ หรือถึงขั้นล้ม ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน
2. หน้าเบี้ยวทันที: ผู้ป่วยสโตรกจะมีอาการมุมปากตก หน้าไม่เท่ากัน จึงให้ลองสังเกตโดยการที่ให้ผู้ป่วยสโตรกยิ้ม
3. พูดไม่ได้ หรือพูดคุยไม่รู้เรื่อง: ผู้ป่วยสโตรกอาจพูดไม่ได้ พูดไม่เป็นคำ หรือพูดไม่รู้เรื่อง
4. ปวดศีรษะรุนแรงทันที: ผู้ป่วยสโตรกบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก หรือปวดมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในกรณีเลือดออกในสมอง
5. หมดสติ หรือซึมลง: ผู้ป่วยสโตรกอาจรู้สึกหรือมีอาการซึม ไม่ตอบสนอง หรือแม้กระทั่งหมดสติไปเลย
วิธีสังเกตผู้ป่วยสโตรกอย่างรวดเร็วด้วยหลัก FAST
หลัก FAST เป็นวิธีที่ใช้ทั่วโลกในการตรวจผู้ป่วยสโตรก
F – Face: ให้ผู้ป่วยยิ้ม ดูว่าหน้าเบี้ยวหรือไม่
A – Arm: ให้ยกแขนทั้งสองข้าง แขนตกหรือไม่
S – Speech: ให้พูดประโยคง่าย ๆ พูดผิดปกติหรือไม่
T – Time: หากพบอาการ ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
หากพบผู้ป่วยสโตรกที่มีภาวะสโตรก ต้องทำอย่างไร

ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติ และประเมินอาการ
- ตรวจเช็คว่าผู้ป่วยสโตรกรู้สึกตัวหรือไม่ พูดได้หรือไม่ หรือขยับแขนขาได้หรือไม่
- จำเวลาที่เริ่มมีอาการ เพราะสำคัญต่อการรักษา
ขั้นตอนที่ 2: โทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
ในประเทศไทย ให้โทร 1669 (สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) และแจ้งว่า
- สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการสโตรก
- ระบุอายุผู้ป่วย
- ระบุอาการที่พบ
- ระบุเวลาที่เริ่มมีอาการ
- ระบุสถานที่อยู่
ทีมแพทย์จะส่งรถพยาบาลทันที
ขั้นตอนที่ 3: จัดท่าผู้ป่วยให้ปลอดภัย
ให้ผู้ป่วยสโตรกนอนตะแคงเล็กน้อย และยกศีรษะสูงประมาณ 30 องศา เพื่อลดความเสี่ยงการสำลัก
ขั้นตอนที่ 4: ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้
ห้ามให้ผู้ป่วยสโตรกกินน้ำ กินยา ลุกเดิน นวด หรือเขย่าตัวแรง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง
ขั้นตอนที่ 5: รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ผู้ป่วยสโตรกต้องได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก เพราะแพทย์สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ ยิ่งเร็ว สมองยิ่งเสียหายน้อย
อาการของผู้ป่วยสโตรก กับผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวต่อชีวิต

ผู้ป่วยสโตรกมักได้รับผลกระทบทันทีหลังมีอาการสมองขาดเลือดหรือมีเลือดออกในสมอง โดยในระยะสั้น ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก แขนหรือขาไม่มีแรง เดินไม่ได้ สูญเสียการทรงตัว หรือไม่สามารถใช้มือทำกิจกรรมพื้นฐาน เช่น จับช้อน เขียนหนังสือ หรือแต่งตัวได้เอง บางรายมีปัญหาการพูด พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด ทำให้สื่อสารกับผู้อื่นลำบาก นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาการกลืน เสี่ยงต่อการสำลักอาหาร และเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากการสำลัก
ในระยะยาว ผู้ป่วยสโตรกบางรายอาจสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ต้องใช้รถเข็นหรือมีผู้ดูแลตลอดเวลา กล้ามเนื้ออาจลีบ แข็งเกร็ง หรือเคลื่อนไหวได้จำกัด หากไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติ
นอกจากผลกระทบทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ ผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากเกิดภาวะซึมเศร้า เครียด หรือรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตนเอง การดูแล ฟื้นฟู และการสนับสนุนจากครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญจึงมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การดูแลและการฟื้นฟูมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยสโตรก ผู้ป่วยสโตรกควรได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ฝึกการใช้กล้ามเนื้อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยสโตรกควรได้รับโภชนาการที่เหมาะสม และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ การฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอและการดูแลที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยสโตรกมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และลดผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว
ผู้ป่วยสโตรกกับการดูแลระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

ผู้ป่วยสโตรกเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ผู้ป่วยสโตรกต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ
การดูแลผู้ป่วยสโตรกในสถานที่ที่มีความพร้อม อย่าง ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสโตรกได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยสโตรกจะได้รับการฟื้นฟูและจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นผู้ป่วยสโตรกจึงสามารถมีโอกาสฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายได้ที่ ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร
โทร 094-965-6996
Line: https://lin.ee/B5PmRsw
Facebook: https://www.facebook.com/tanapatnursinghome/
Instagram: https://www.instagram.com/tanapat.nursinghome
TikTok: https://www.tiktok.com/@tanapatnursinghome
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/RDz4QVf6Jfgbu8NM9


