แชร์

เช็ก 5 สัญญาณอันตราย: การสำลักอาหารในผู้สูงอายุที่คุณไม่ควรมองข้าม

อัพเดทล่าสุด: 3 พ.ย. 2025
83 ผู้เข้าชม

การสำลักอาหารเป็นเหตุการณ์ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งหลายครั้งถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสำลักอาหารบางรูปแบบอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะใน ผู้สูงอายุ ที่มีสมรรถภาพทางร่างกายลดลง เมื่อรวมกับโรคประจำตัว กลืนลำบาก ความเสี่ยงจึงยิ่งสูง

 

หัวข้อที่น่าสนใจ

1. ทำความเข้าใจ "ภาวะกลืนลำบาก" ต้นตอของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุ

2. เช็ก 5 สัญญาณอันตรายของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุที่คุณไม่ควรมองข้าม

3. แนวทางการดูแลและป้องกันการสำลักอาหารในผู้สูงอายุ

4. ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุ

 

ทำความเข้าใจ "ภาวะกลืนลำบาก" ต้นตอของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุ

ทำความเข้าใจ "ภาวะกลืนลำบาก" ต้นตอของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุ

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงสัญญาณอันตรายของการสำลักอาหาร สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุหลักของปัญหานี้ นั่นคือ "ภาวะกลืนลำบาก" (Dysphagia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของอาหารจากปากไปสู่กระเพาะอาหาร ภาวะนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุในผู้สูงอายุ เช่น
  • ความเสื่อมของกล้ามเนื้อและระบบประสาท: เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนจะอ่อนแรงลง และระบบประสาทที่ควบคุมการกลืนก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่
  • โรคทางระบบประสาท: โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคพาร์กินสัน (Parkinson's Disease) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) และภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ล้วนส่งผลกระทบต่อกลไกการกลืน
  • ปัญหาโครงสร้างในช่องปากและลำคอ: ฟันปลอมที่ไม่พอดี แผลในช่องปาก เนื้องอกในลำคอ หรือการผ่าตัดบริเวณศีรษะและลำคอ
  • ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิด เช่น ยาต้านฮิสตามีน ยาคลายกังวล หรือยาแก้แพ้ อาจทำให้ปากแห้งและส่งผลต่อการกลืน
  • ภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหาร: ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและผลิตน้ำลายน้อยลง

จากงานวิจัยของ The American Speech-Language-Hearing Association (ASHA) เผยว่า ผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 3 มีภาวะกลืนลำบากในระดับที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร การทำความเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันและรับมือกับปัญหาการสำลัก

เช็ก 5 สัญญาณอันตรายของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุที่คุณไม่ควรมองข้าม

เช็ก 5 สัญญาณอันตรายของการสำลักอาหารในผู้สูงอายุที่คุณไม่ควรมองข้าม

การสำลักอาหารที่อันตรายไม่ใช่เพียงแค่การไอหรือจามเท่านั้น แต่ยังมีสัญญาณอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงภาวะวิกฤติที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง มาดูกันว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่คุณต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

1. การสำลักที่มีเสียง "เงียบ"

นี่คือสัญญาณอันตรายที่ร้ายกาจที่สุดและมักถูกมองข้าม เนื่องจากผู้สูงอายุอาจสำลักอาหารหรือของเหลวเข้าสู่หลอดลมโดยไม่มีอาการไอหรือสำลักให้เห็นชัดเจน ภาวะนี้เกิดจากความบกพร่องของระบบประสาทที่ควบคุมการไอ หรือความรู้สึกบริเวณลำคอที่ลดลง ทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ

  • ความอันตราย: การสำลักที่มีเสียง "เงียบ" สามารถนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ
  • สิ่งที่ต้องสังเกต:
    • หลังรับประทานอาหาร ผู้สูงอายุอาจมีเสียงแหบ หายใจลำบาก หรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
    • มีอาการซึมลง อ่อนเพลียผิดปกติ
    • น้ำเสียงเปลี่ยนไปหลังกลืน เช่น มีเสียง "เอื้อน" หรือ "กลั้ว"
    • น้ำลายไหลยืดหรือมีอาหารค้างอยู่ในปาก
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • การสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินภาวะการกลืนโดยผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

2. การสำลักที่ทำให้เกิดอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงหรือตัวเขียว

เมื่อผู้สูงอายุสำลักอาหารชิ้นใหญ่ หรือสำลักในปริมาณมากจนไปอุดกั้นทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที

  • ความอันตราย: หากทางเดินหายใจถูกอุดกั้นทั้งหมด อาจทำให้ขาดออกซิเจนจนหมดสติ สมองเสียหาย หรือเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที
  • สิ่งที่ต้องสังเกต:
    • ผู้สูงอายุไออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง แต่ไม่มีเสียงออกมา หรือมีเสียงแหบพร่า
    • หายใจไม่ออก มีอาการหอบเหนื่อย ตัวเขียว หรือหน้าซีด
    • เอามือกุมคอ
    • ไม่สามารถพูดหรือส่งเสียงได้
    • ตาเหลือก หรือหมดสติ

ในกรณีเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การทำ Heimlich maneuver (ถ้าได้รับการฝึกอบรม) และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน

3. การสำลักที่ตามมาด้วยอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ และไอมีเสมหะ

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ซึ่งเกิดจากการที่อาหาร น้ำ หรือของเหลวปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ปอด ทำให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบ

  • ความอันตราย: ภาวะปอดอักเสบจากการสำลักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและร้ายแรงในผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) และเสียชีวิตได้
  • สิ่งที่ต้องสังเกต:
    • มีไข้สูง หนาวสั่น
    • ไอมีเสมหะ อาจมีสีเหลือง เขียว หรือมีเลือดปน
    • หายใจเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว หรือหายใจมีเสียงวี๊ด
    • เจ็บหน้าอกขณะหายใจ
    • อ่อนเพลีย ซึมลง เบื่ออาหาร

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

4. การสำลักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง

การสำลักอาหารที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นเป็นประจำ จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุ
  • ความอันตราย: ผู้สูงอายุที่มีอาการสำลักบ่อยครั้งมักจะเกิดความกลัวการรับประทานอาหาร ทำให้รับประทานอาหารน้อยลง ขาดสารอาหาร และน้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะทุพโภชนาการ ภูมิคุ้มกันต่ำ และความอ่อนแอโดยรวม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
  • สิ่งที่ต้องสังเกต: 
    • ปฏิเสธการรับประทานอาหาร หรือรับประทานน้อยลงกว่าปกติ
    • ใช้เวลานานในการรับประทานอาหาร
    • มีอาหารตกค้างในช่องปากหลังกลืน
    • น้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาอันสั้น
    • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

ในกรณีเช่นนี้ ควรปรึกษาแพทย์ นักโภชนาการ และนักกิจกรรมบำบัด เพื่อวางแผนการปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะสม และฝึกเทคนิคการกลืนที่ปลอดภัย

5. การสำลักที่ส่งผลให้มีอาการเจ็บคอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือสำลักน้ำลายตัวเอง

สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ถึงการระคายเคืองอย่างต่อเนื่องบริเวณลำคอและทางเดินหายใจ ซึ่งอาจเกิดจากการสำลักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือภาวะกรดไหลย้อนที่มาพร้อมกับปัญหาการกลืนลำบาก

  • อันตราย: การระคายเคืองเรื้อรังสามารถนำไปสู่การอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ การเกิดแผล หรือแม้กระทั่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระยะยาว นอกจากนี้ การสำลักน้ำลายตัวเองยังเป็นสัญญาณของความบกพร่องในการควบคุมการกลืนที่รุนแรงขึ้น
  • สิ่งที่ต้องสังเกต:
    • บ่นเจ็บคอเรื้อรัง หรือมีอาการระคายเคืองในลำคอ
    • เสียงแหบ เสียงเปลี่ยน หรือเสียงเบาลง
    • มีอาการไอหรือสำลักน้ำลายตัวเองบ่อยครั้ง
    • มีเสมหะในลำคอ
    • รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ในคอ

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการดูแลและป้องกันการสำลักอาหารในผู้สูงอายุ

การป้องกันและดูแลผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการสำลักอาหารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเข้าใจสัญญาณอันตรายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมาพร้อมกับแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ

1. การปรับเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่ม

นี่คือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงการสำลัก โดยมีหลักการดังนี้:
  • เลือกอาหารเนื้อนุ่ม บดละเอียด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก: หลีกเลี่ยงอาหารที่แข็ง เหนียว เป็นเส้นใย หรือมีกระดูก
  • ปรับความข้นของของเหลว: สำหรับผู้ที่มีปัญหาสำลักน้ำ ควรปรับให้น้ำมีความข้นขึ้นเล็กน้อย โดยใช้สารเพิ่มความข้นสำหรับอาหาร (Thickener) ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ หลีกเลี่ยงของเหลวใสที่ไหลเร็วเกินไป เช่น น้ำเปล่า ซุปใส
  • อาหารอุณหภูมิปานกลาง: ไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัดเกินไป เพราะอาจลดความรู้สึกในการรับรู้ในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดเสมหะ: เช่น ผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด หากพบว่าผู้สูงอายุมีเสมหะมากหลังรับประทาน

2. การรับประทานอาหารที่ปลอดภัย

การสอนและช่วยเหลือผู้สูงอายุให้รับประทานอาหารอย่างถูกวิธี สามารถลดความเสี่ยงการสำลักได้อย่างมาก:

  • นั่งตัวตรงในท่าที่เหมาะสม: ให้ผู้สูงอายนั่งตัวตรง 90 องศา เท้าแตะพื้น คางเชิดเล็กน้อยขณะกลืน
  • รับประทานช้า ๆ และทีละน้อย: อย่ารีบเร่งในการป้อนอาหาร
  • ตรวจสอบช่องปากหลังกลืน: ตรวจดูว่าไม่มีอาหารตกค้างในช่องปากก่อนที่จะป้อนคำต่อไป
  • หลีกเลี่ยงการพูดคุยขณะเคี้ยวหรือกลืน: ให้ความสนใจกับการกลืนอย่างเต็มที่
  • รับประทานยาตามหลังอาหาร: หลีกเลี่ยงการรับประทานยาพร้อมอาหารเพื่อลดความเสี่ยง
  • แปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำ: เพื่อลดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากที่อาจเข้าสู่ปอดหากเกิดการสำลัก

3. การออกกำลังกายและฝึกกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน

การฝึกกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนสามารถช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ ควรปรึกษานักกิจกรรมบำบัดหรือนักแก้ไขการพูด เพื่อวางแผนการฝึกที่เหมาะสม
  • ฝึกกลืนเปล่า: การกลืนน้ำลายเปล่าบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ
  • การออกกำลังกายบริเวณปาก ลิ้น และลำคอ: เช่น การแลบลิ้น การออกเสียง การฝึกอ้าปาก

4. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก:
  • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและวางแผนการรักษา
  • นักกิจกรรมบำบัด/นักแก้ไขการพูด: เพื่อประเมินภาวะการกลืน ฝึกเทคนิคการกลืนที่ถูกต้อง และแนะนำการปรับเปลี่ยนอาหาร
  • นักโภชนาการ: เพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมกับภาวะการกลืนและภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ
  • ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญ: หากการดูแลที่บ้านเป็นเรื่องยาก หรือต้องการการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีอุปกรณ์และบุคลากรพร้อม การพิจารณาใช้บริการจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุ

เมื่อถึงเวลาที่ครอบครัวจำเป็นต้องพิจารณาตัวเลือกในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอาจไม่เพียงพอ การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้สูงอายุมีภาวะสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาการสำลักอาหาร การตัดสินใจนี้ต้องการข้อมูลที่รอบด้านและความเข้าใจในความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุ เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

หากการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเริ่มเป็นเรื่องท้าทาย หรือต้องการการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในปัญหาเหล่านี้ ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสุทธิสาร ยินดีให้คำปรึกษาและบริการด้วยทีมบริบาลที่มีประสบการณ์และใส่ใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย มั่นใจได้ว่าทุกชีวิตจะได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและห่วงใยเสมือนคนในครอบครัว

 

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายได้ที่ ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร

โทร 094-965-6996

Line: https://lin.ee/B5PmRsw

Facebook: ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร

Instagram: tanapat.nursinghome

TikTok: tanapatnursinghome

Google Maps: ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง
แชร์ประสบการณ์รักษา: ผู้ป่วยสูงวัยมีภาวะอัลไซเมอร์ได้การดูแลอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งอาการดีขึ้น  ที่ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร
เมื่อผู้สูงอายุเริ่มเข้าสู่ภาวะอัลไซเมอร์ อารมณ์แปรปรวน ลูกหลานต้องทำอย่างไรเพื่อการดูแลที่ใกล้ชิดและได้รับความปลอดภัย อย่างเช่นคุณยายจากเคสตัวอย่างต่อไปนี้
แชร์ประสบการณ์: คุณตาวัย 72 ปี ฟื้นตัวจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ด้วยการดูแลจาก ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร
เรื่องราวของคุณตาวัย 72 ปี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่สามารถฟื้นฟูร่างกายและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ด้วยการดูแลอย่างอบอุ่นและใส่ใจจาก ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร
การฟื้นฟูผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเข่า ที่ "ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร"
ฟื้นฟูผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเข่าให้กลับมาเดินได้มั่นใจอีกครั้ง ด้วยการดูแลจากทีมพยาบาลและนักกายภาพบำบัดตลอด 24 ชม. ที่ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม สุทธิสาร
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy