ธนพัชร์เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสุทธิสารให้บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย
โดยทีมบริบาลที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญ ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
โรคพาร์กินสัน (Parkinsons Disease) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง เป็นสาเหตุทำให้การผลิตของสาร "โดปามีน (Dopamine)" นั่นลดลง ซึ่งสารดังกล่าวมีความสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีอาการมือสั่น เคลื่อนไหวช้าลง ที่สำคัญโรคนี้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมอาการ และชะลอการลุกลามของโรค หากปล่อยไว้นานไม่ได้ทำการรักษา ผู้ป่วยอาจใช้ชีวิตประจำวันลำบาก โดยทั่วไปโรคนี้มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นโรคที่พบบ่อยรองจากโรคอัลไซเมอร์
โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่มีความซับซ้อน และส่งผลต่อชีวิตประจำวันในหลาย ๆ ด้านของผู้ป่วย ไม่เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านจิตใจ รวมถึงการเข้าสังคมอีกด้วย การดูแลผู้ป่วยพาร์กินอย่างเข้าใจและใส่ใจ จึงเป็นส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างดีที่สุด
ผู้ป่วยพาร์กินสันควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องของการใช้ยาร่วมกับการกายภาพบำบัด เพื่อช่วยชะลอการลุกลามของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ผู้ป่วยพาร์กินสันมักมีการอาการสั่น ซึ่งเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตทำให้กระดูกหักได้ ในบางรายอาจะมีภาวะกลืนลำบาก ทำให้เสี่ยงต่อการสำลักอาหาร การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันอย่างใกล้ชิดก็เพียงเพื่อช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
การดูแลอย่างเข้าใจทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมให้การตัดสินใจหรือทำกิจกรรมต่างๆ จะทำให้ผู้ป่วยมีความสุข และไม่รู้สึกไร้ค่า
ผู้ป่วยพาร์กินสันมักรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ดูแลควรดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ ไม่เร่งรัด และไม่ตำหนิหากทำผิดพลาด สนับสนุนกิจกรรมที่ผู้ป่วยชื่นชอบ จะทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจได้อีกครั้ง
พบได้บ่อยและเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ โดยแบ่งเป็น 4 อาการหลัก ดังนี้:
อาการเหล่านี้มักถูกมองข้าม แต่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก เช่น:
อาการเริ่มต้นของโรคพาร์กินสันมักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัย เช่น มือสั่น เคลื่อนไหวเชื่องช้า หรือเดินไม่มั่นคง ผู้สูงอายุหลายคนจึงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับโรคนี้ ทำให้ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และถูกปล่อยไว้นานจนอาการรุนแรงขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยใช้แบบประเมินง่าย ๆ 11 ข้อ หากพบว่าคุณมีอาการตรงกับ 5 ข้อขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม แต่ถ้าต่ำกว่า 5 ข้อ ก็อย่าเพิ่งวางใจ แนะนำให้หมั่นตรวจเช็กเป็นระยะ เพราะการรู้ทัน คือก้าวแรกของการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี